ทัวร์นครวัดนครธม, ทัวร์เขรม, เที่ยวกัมพูชา, อ่านรีวิวเที่ยวเขรม

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

โปรแกรมทัวร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ



ฝาก Like ฝาก Share ให้เพื่อนอ่านด้วยนะคร๊าบ

ทัวร์นครวัดนครธม Angkor Wat

นครวัดนครธม

มหาปราสาทนครวัด ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการไปเที่ยวเขมรเลยก็ว่าได้เพราะความยิ่งใหญ่ของนครวัดเป็นมหาปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในเหล่าบรรดาปราสาททั้งหมดของเขมรว่าแล้วเราไปทำความรู้จักปราสาทนครวัดกันก่อนดีกว่า ปราสาทนครวัดมีส่วนประกอบของประกอบอะไรบ้าง ปราสาทนครวัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในปีพุทธศตวรรษที่ 17 โดยสถาปัตยกรรมเป็นแบบนครวัด มหาปราสาทนครวัดถือว่าเป็นเมืองหลวงและเป็นศาสนสถานประจำรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยสร้างขึ้นเพื่อสักการะพระวิษณุ โดยโครงสร้างของปราสาทนครวัดมีพื้นที่เป็นรูป 4 เหลี่ยมเริ่มจากพื้นที่ด้านนอกสุดของนครวัด ล้อมรอบด้วยคู่น้ำทั้ง 4 ด้านโดยมีสะพานทางเข้าสู่ตัวปราสาทไปยังพื้นที่ด้านในปราสาทนครวัด โดยสะพานทางเข้ายกระดับจะอยู่ทางทิศตะวันตกมีระยะทาง 190 เมตร สะพานถูกสร้างด้วยหินศิลาแลงมีความยาวถึง 1,000 เมตร กว้าง 800 เมตร โดยตัวปราสาทแยกโครงสร้างของสถาปัตยกรรมออกเป็น 2 ส่วนตัวปราสาทและในส่วนระเบียงคต ซึ่งตัวปราสาทยกสูงเป็นระดับ ๆ ขึ้นไปโดยมีระเบียงคตเป็นตัวแบ่งแต่ละชั้นของปราสาท ซึ่งสถาปัตยกรรมของปราสาทนครวัดถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อทางศาสนาฮินดู โดยคูน้ำที่ล้อมรอบหมายถึงมหาสุมทร

ทัวร์นครวัดนครธม

ที่โอบล้อมโลกส่วนระเบียงคตที่เชื่อมต่อกันรอบปราสาทหมายถึงเทือกเขาน้อยใหญ่ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุที่ประทับของเทพเจ้าส่วนตัวปราสาทนครวัดชั้นบนสุดหรือปรางค์พระประทานหมายถึงยอดเขาพระสุเมรุซึ่งการได้ขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของปราสาทนครวัดก็เหมือนท่านได้ขึ้นไปบนยอดเขาพระสุเมรุนั่นเอง
ส่วนยอดปลายปราสาทนครวัดมี 5 ยอด โดยยอดใหญ่ตรงกลางเป็นปราค์ประธาน ปรางค์ขนาดรองลงมาอีก 4 ปรางค์ล้อมรอบเป็นปรางค์บริวาร โดยตัวของปราสาทจะมีภาพสลักอยู่บนผนังแทบทุกด้านโดยภาพสลักส่วนใหญ่จะมีนางอัปสรมากถึง 1635 องค์ เพราะศาสนาฮินดูเชื่อว่านางอัปสรคือเทพที่คอยดูแลศาสนสถานนครวัดแห่งนี้

นครวัด

นครวัด

การเที่ยวปราสาทนครวัดจะแบ่งเป็นจุดที่น่าสนใจหลัก ๆ 5 จุดซึ่งได้แก่
โคปุระ กลางบริเวณกำแพงแบ่งชั้นนอก ภาพแกะสลักที่ยาวที่สุดในโลก
ระเบียงคตชั้นแรกและชั้นที่ 2 นางอัปสรา ระเบียงคตชั้นที่ 3 ที่ประทับของเทพเจ้า บริเวณโคปุระกลาง เทวรูปแปดกร อยู่ทางด้านขวาของโคปุระมีเทวรูปขนาดใหญ่มีเทวรูปขนาดใหญ่เป็นพระโพธิสัตว์ในร่างอวโลกิเตศวร
อัปสราเผยยิ้ม เป็นอัปสราที่แตกต่างจากองค์อื่นเพราะเผยยิ้ม
สะพานนาค คือทางเดินหินสิลาแลงที่ทอดตัวข้ามคูน้ำสู่ตัวปราสาทตามความเชื่อของศาสนาฮินดูสะพานนาคเปรียบเสมือนสะพานสายรุ้งที่ทอดยาวสู่เขาพระสุเมรุ ซึ่งสองข้างถนนมีพยานาคทอดตัวขนาบทั้งสองด้าน
ระเบียงอัปสรา ซึ่งระเบียงคตชั้นนี้ถือ่ามีภาพสลักของนางอัปสรามากที่สุดในนครวัดมีมากถึง 1,600 – 1,700 ตน โดยนางอัปสราชั้นนี้จะมีความแตกต่างจากชั้นอื่นโดยเฉพาะทรงผมและเครื่องประดับศีรษะ ซึ่งมีความสวยงามละเอียดกว่าชั้นอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะสวมมงกุฎ

นครวัด

ระเบียงคตชั้นบนสุดที่ประทับของเทพเจ้าซึ่งการขึ้นไปยังชั้นบนสุดค่อนข้างแคบและชันควรให้ความระมัดระวังมีทางขึ้นทั้งหมด 12 ทางชั้นบนสุดเรียกว่าบากานมีทั้งหมด 5 ปรางค์ นครวัดเป็นปราสาทที่จำลองแผนภูมิตามหลักจักรวาลวิทยาตามหลักของศาสนาฮินดูมากที่สุด ซึ่งระเบียงคตชั้นบนสุดถือว่าเป็นที่ประทับของเทพเจ้าในสมัยก่อนผู้ที่จะขึ้นมาข้างบนปราสาทนครวัดได้นั้นจะต้องเป็นกษัตริย์กับนักบวชสมณศักดิ์สูงเท่านั้น หากท่านขึ้นมาถึงชั้นบนสุดท่านสามารถมองเห็นวิวทุ่งนาขนาดใหญ่และดงตาลและลานหน้าปราสาทสะพานหินที่ทอดตัวเข้าสู่ตัวปราสาทนครวัด

นครธม

หลังจากที่เราได้เข้าไปเที่ยวนครวัดกันมาแล้วคราวนี้เราก็ไปต่อกันที่นครธมกันเลยดีกว่า นครธร โดยอยู่ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางทิศเหนือ ซึ่งนครธมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ลัทธิพุทธราช มีพื้นที่ทั้งหมด 9 ตารางกิโลเมตร โดยภายในใจกลางของปราสาทนครธม มีปราสาทหลักเรียกว่า
ปราสาทบายน ถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของนครธมและเป็นศูนย์กลางนครธม บายน จึงมาจากชื่อ ไพชยนต์ แปลว่า ปราสาทที่เป็นที่ประทับของพระอินทร์ ประตูทางทิศใต้จะเป็นประตูเข้าไปสู่ตัวนครธม โดยมี ประตูอยู่ทั้ง 4 ทิศ รวมประตูทั้งหมด 5 ประตูทางเข้าด้วยกัน โดยประตูทางด้านทิศตะวันออกจะพิเศษกว่าเพื่อนคือมี 2 ประตู คือประตูชัย ใช้สำหรับเวลาออกไปทำศึกเพื่อเป็นเคร็ดในการทำศึกให้ชนะสร้างขวัญกำลังใจในการทำศึกทุกครั้ง อีกประตูคือประตูผี ใช้สำหรับนำศพออกไปเผานอกเมือง บนยอดประตูจะมียอดพระปรางค์เป็นรูปหน้าคนทั้ง 4 ทิศ รวม 4 หน้า บ้างก็เชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระอวโลกิเตศวร บางก็เชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของจัตุโลกบาล บางก็เชื่อว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตรงทางเข้าปราสาทนครถมจะมีสะพานข้ามคูเมืองเพื่อยังไปยังนครธม ชื่อ ชัยสินธุ ซึ่ง2ข้างสะพานจะประดับไปด้วยปติมากรรมรูปปั้นเทวดาและรูปปั้นยักษ์ยุดนาค ตอนเกษียรสมุทร ปัจจุบันนี้รูปปั้นบางองค์จะถูกขโมยตัดเศียรจริงไปบางองค์จะเป็นเศียรที่ปั้นขึ้นมาใหม่ทำให้สีของเศียรไม่เหมือนกันแตกต่างจากของเก่า

ปราสาทบาปวน

อยู่ห่างจากปราสาทบายนไปทางทิศเหนือประมาณ 200 เมตร ปราสาทบาปวนถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะขอมแบบบาปวน โดยสร้างเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย สร้างโดยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ในราวปี พ.ศ. 1593 – 1609 โดยลักษณะของปราสาทบาปวนเป็นปราสาทหลังเดียว ก่อด้วยหินบนฐานเป็นชั้น มีระเบียงใหญ่ 2 วง มีปราสาทเล็กอยู่ที่มุมระเบียงทุกมุม ปรางค์ประธานของปราสาท นี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ประจำรัชกาล

ปราสาทบันทายสรี

ได้รับการขนานนามว่าเป็น รัตนชาติที่แท้แห่งสถาปัตยกรรมขอม” บันทายสรีเป็นปราสาทขนาดเล็ก อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 50 กม. ซึ่งห่างจากปราสาทนครวัดประมาณ 40 กม. สร้างด้วยหินทรายเนื้อละเอียดสีชมพูซึ่งเป็นหินที่หายาก ทั้งหลัง สลักด้วยลวดลายที่ละเอียดสวยงาม ไม่มีพื้นที่ว่างโดยปราศจากลดวลายแม้แต่เพียงตารางเดียว และเป็นโบราณสถานที่ยังถือว่าสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่งของเขมร ปราสาทบันทรายสรี แปลตรงตามภาษาเขมร มีความหมายว่า “ป้อมสตรี” เพราะมีความเชื่อว่าพระปรางค์มีสัณฐานคล้ายพุ่มบายศรีที่ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ภาษาเขมรเรียกพุ่มบายศรีนี้ว่า “ไบสเรย” จึงเรียกปราสาทนี้ว่า “ปราสาทไบสเรย” แต่ต่อมามีคนสังเกตเห็นว่า ลวดลายจำหลักที่พบบนปราสาทแกะสลักได้ละเอียดอ่อนช้อยคล้ายความอ่อนช้อยของกุลสตรี จึงเรียก “บันทายสรี” ปราสาทบันทายสรี สร้างโดย พระเจ้าราเชนทรวรมัน ในราวปี พ.ศ. 1510 – 1550 เก่าแก่กว่าปราสาทนครวัดราว ๆ 100 ปี และมีอายุนับถึงปัจจุบันได้ 1,000 ปี เป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย สันนิฐานว่าสร้างอุทิศถวายแด่พระครูพราหมณ์ยัชญวราหะ ที่ถวายการเลี้ยงดูพระองค์ มา แต่บ้างก็ว่า พระครูพราหมณ์ยัชญราหะเป็นผู้สร้างถวายแด่ “ตริภูวนมเหศวร” หรือพระอิศวร

ภาพจำหลัก เป็นภาพแกะสลักแบบนูนสูง คือมีความนูนขึ้นจากพื้นสูงมากจนเกือบจะเป็นลักษณะ ลอยตัว และมีลักษณะอ่อนช้อย พลิ้วไหว โดยเฉพาะ นางอัปสรา ที่มีความงามที่แตกต่างไปจากนางอัปสราในปราสาทนครวัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทรวดทรงที่บอบบางกว่าหรือการแกะที่เกือบจะเป็นประติมกรรมรูปปั้นลอยตัวส่วนประติมากรรมรูปทวรบาล ที่หน้าปรางค์ประธานนั้น เป็นรูปหล่อจำลองได้ทำมาทดแทนของเก่าที่ถูกขโมยตัดเศียรไป แต่เมือทำมาทดแทนก็ยังมีชาวบ้านมาทำลายอีกเพราะเชื่อว่ามีของมีค่าซ่อนอยู่ข้างใน นอกจากนั้นยังมีภาพจำหลักเล่าเรื่อง “กฤษณาวตาร” เป็นตอนที่พระกฤษณะต่อสู้กับพระอินทร์ เมื่อพระอินทร์ทรงพระพิโรธ จึงบันดาลให้ฝนตกจนน้ำท่วมโลก พระกฤษณะและน้องชายกันยิงธนูเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นหลังคาคุ้มครองโลกให้รอดพ้นจากวาตภัยและอุทกภัย

ปราสาทบันทายสรี สร้างเสร็จสมบูรณ์หลังจากพระเจ้าราเชนทรวรมันทรงสวรรคตไปแล้วพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งเป็นพระราชโอรส ได้ทรงให้มีการสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์ หลังจากที่อาณาจักรขอมล่มสลายราวพุทธศตวรรษที่ 1 ปราสาทนี้ได้ถูกทิ้งร้างอยู่นานหลายร้อยปี หลังจากที่ประเทศฝรั่งเศสเข้ามาปกครองประเทศเขมรได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2444 โดยนายอองรี มาร์แชล ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “คุณปู่นักโบราณคดี” ได้ใช้วิธีการบูรณะโดยการก่อเรียงหินขึ้นไปตามวิธี “อนัสติโลซิส” ท่านได้ทุ่มเทกับซากปรักหักพังที่อยู่กลางป่าดงดิบทั้งชีวิต หลังจากที่ท่านถึงแก่กรรม จึงได้ฝังร่างในดินแดนเขมรแห่งนี้

ภาษาเขมร

ภาษาเขมรหรือภาษากัมพูชา เป็นภาษาในตระกูลมอญ – เขมร ที่ใช้สื่อสารกันในเขตประเทศกัมพูชา บางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคใต้ของเวียดนาม จัดอยู่ในกลุ่ภาษาออสโตร – เอเชียติก ซึ่งแพร่หลายอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่โบราณนานมา ภาษาอื่น ๆ ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ ภาษามอญ ภาษาเวียดนาม และภาษาว้า ภาษาเขมร ไม่มีวรรณยุกต์ และได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสันสกฤต บาลี ไทย จีน และเขมรอีกต่อหนึ่ง เนื่องจากตัวเขียนของเขมรเรียนรู้ได้ยาก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกัมพูชาในระยะสั้น ๆ จึงไม่อาจจะเรียนรู้อะไรได้มากนัก แม้ว่าจะไม่มีเสียงวรรณยุกต์มาสร้างปัญหาใหญ่เพิ่มให้เหมือนภาษาไทยกับภาษาเวียดนามก็ตาม แต่คำศัพท์พื้น ๆ นั้นเรียนรู้ได้ค่อนข้างง่ายและความพยามยามดังกล่าวจะช่วยให้ชาวกัมพูชารู้สึกดี ๆ กับคุณ ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาที่สองของกัมพูชาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่พนมเปญ เสียมราฐ และกำปงโสม คนสูงอายุ โดยเฉพาะพวกชนชั้นสูงอาจพูดภาษาฝรั่งเศสได้ดี ชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนจะพูดภาษาแมนดารินได้ด้วยภาษาไทยนั้นมีคนเข้าใจมากในจังหวัดพระตะบองและภาคตะวันตก ในขณะที่ภาษาเวียดนามแพร่หลายอยู่ทางภาคตะวันออก ภาษาจามซึ่งใช้สื่อสารกันในหมู่ชาวมิสลิมในเวียดนาม เป็นภาษาในตระกูลออสโตรนีเชียน จึงมีความเกี่ยวพันกับภาษาในแถบมลายู แต่โดยปรกติแล้ว ชาวจามทั้งหมดในกัมพูชาก็พูดภาษาเขมรกันได้อย่างคล่องแคล่ว

วรรณกรรมของเขมร

อารยะธรรมเขมรซึ่งมีผลงานอันน่าอัศจรรย์ใจในรูปของงานประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมจำนวนมากนั้น ดูเหมือนว่าควรจะมีการผลิตผลงานของวรรณกรรมในหลายต่อหลายแขนง ซึ่งเราเห็นหลักฐานได้จากข้อความในศิลาจารึกอย่างไรก็ดีเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ที่ผลงานทางด้านวรรณกรรมของเขมรโบราณไม่มีหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน เรืองนี้คงเป็นผลจากภูมิอากาศและแมลงซึ่งทำให้ไม่สามารถรักษาต้นฉบับงานเขียนในสมัยนั้นเอาไว้ได้ สิ่งที่น่าพิศวงงงงวยมากขึ้นไปอีกก็คือ ทำไมจึงไม่มีการจำลองงานวรรณกรรมดังกล่าวซึ่งเก็บรักษาเอาไว้ในบรรณาลัยของเทวสถาน อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีอื่น ๆ โชคดีว่าเรายังพอเห็นร่องรอยของว่าบรรดาบรรณลัยในอดีตบรรจุอะไรไว้บ้าง เพราะบันทึกของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะราชทูตของจีนที่เดินทางมาเมืองพระนครในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 โจว ต้า กวาน ได้บันทึกเอาไว้ว่ามี งานเขียนด้วยชอล์คบนพื้นสีเทาและแน่นอนต้นฉบับตัวเขียนจารึกลงบนใบลานจำนวนหนึ่งหลงเหลืออยู่บ้าง รวมทั้งที่จารึกเอาไว้บนแผ่นโลหะ จารึกดังกล่าวเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมคลาสสิคของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นมหากาพย์อย่าง มหาภารตะ หรือ รามายาณะ มีการระบุถึงพิธีกรรมหรือไวยากรณ์และว่าด้วยเรื่องของธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยการปกครองและความเป็นของโลก หมายเหตุโหรหรือปูมโหรก็เผยให้เราเห็นถึงความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ที่มีอยู่อย่างลึกซึ้งในเวลานั้น ทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าปราชญ์ในเขมรสมัยนั้น คงได้รับอิทธิพลของวัฒธรรมที่กำเนิดมาจากอินเดียเอาไว้อย่างมาก และวัฒนธรรมที่ว่าก็แสดงออกผ่านภาพสลักหินนูนต่ำที่ปรากฏอยู่ตามเทวสถานต่าง ๆ เป็นเรื่องยากที่จะให้เชื่อว่าไม่มีวรรณกรรมที่สำคัญ ๆ ในภาษาเขมรควบคู่ไปกับภาษาสันสกฤตและก็ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่ามีวรรณกรรมในภาษาเขมรระบุไว้ในจารึก จริงอยู่อาจจะพบร่องรอยให้สืบค้นได้บ้างจากจารึกกลางหลักที่จารึกเป็นภาษาเขมรโดยเฉพาะจารึกสามหลักซึ่งเล่าความเป็นไปในพระราชพงศาวดาร จารึกหลักแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดของเทวสถานในช่วงรัชสมัยของชัยวรมันที่ 3 ในตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 ส่วนอีกสองหลักอรรถาธิบายว่าทำไมขุนศึกสองคนในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 12 จึงได้รับการยกย่องและปรากฎอยู่ในเทวสถานที่ปราสาทบันทายชมาร์หลังจากที่เสียชีวิตไปในฐานะวีรบุรุษ ตรงนี้ทำให้รู้ว่าพระราชพงศาวดารได้มีการปรับเนื้อหาให้ทันสมัยและเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีโดยข้าราชสำนัก เช่นเดียวกับที่ถือปฏิบัติกันในปัจจุบัน เรายังรู้จากจารึกด้วยพระราชพงศาวดารดังกล่าวนั้นเริ่มต้นบนแรกเป็นตำนาน ถ้าหากเราสามารถอ่านต้นฉบับแรก ๆ และค้นพบได้ว่ามีเนื้อหาเป็นประวัติศาสตร์หรือตำนานกันแน่

 



" ติดตามทัวร์ทั่วโลกอัพเดทบนเฟชบุ๊ค ถูกใจ ด่วนจ้า "

แท็ก คำค้นหา

ความคิดเห็นสมาชิก

2 ความคิดเห็น สำหรับเรื่อง “ทัวร์นครวัดนครธม, ทัวร์เขรม, เที่ยวกัมพูชา, อ่านรีวิวเที่ยวเขรม”
ความคิดเห็นของ แนะนำทัวร์นครวัด นครธม กัมพูชา 3วัน2คืน 4,900.- วันดี ๆ ของนายนิว บล็อคท่องเที่ยวออนไลน์ December 7, 2012 เวลา 3:49 pm

[...] ปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นไฮไลท์ของการ ทัวร์นครวัด นครธม [...]

ความคิดเห็นของ somchai krasermpong February 17, 2013 เวลา 1:20 pm

เป็นการท่องเที่ยวที่ดี, และประหยัดด้วยครับ
มีภาพสวยๆ ให้ชมด้วยยิ่งดีมากเลยครับ

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่

ความคิดเห็น

ห้ามแสดงความคิดเห็น หรือใช้ข้อความ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย ระบบมีการบันทึก IP Address, ข้อมูลผู้โพสต์ สามารถทำการตรวจสอบได้หากมีการร้องเรียน

[X] close
[X] close